1
00:00:07,000 --> 00:00:12,400
สวัสดี ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่อง Philosophy 
Vibe เว็บไซต์ที่พวกเราสามาถกแนวคิดทางปรัชญาต่างๆได้

2
00:00:13,800 --> 00:00:18,400
วันนี้พวกเรากําลังจะมองย้อนกลับไปยังความรู้เกี่ยวกับการถกเถียงเรื่องโลกภายนอกและเน้นเรื่องจิตนิยม

3
00:00:18,500 --> 00:00:26,800
จิตนิยมเป็นทฤษฎีที่ได้รับการส่งเสริมโดยนักปรัชญาจอร์จบาร์คลี 
ผู้อ้างเหตุผลในการปฏิเสธเรื่องสสาร

4
00:00:26,900 --> 00:00:36,300
บาร์คลี่เชื่อว่าความเป็นจริงนั้นเป็นเพียงชุดของมโนภาพในจิต 
เขาอธิบายว่า "ESSE EST PERCIPI" การมีอยู้คือการรับรู้

5
00:00:36,400 --> 00:00:44,200
หมายความว่าไม่มีอะไรดํารงอยู่ในโลกทางกายภาพนอกจิตของเรา 
ความเป็นจริงทั้งหมดมีแต่มโนภาพที่เรารับรู้ได้

6
00:00:44,300 --> 00:00:48,700
ว้าว นั่นค่อนข้างจะเป็นทฤษฎีที่สุดโต่งทีเดียวนะครับ 
อะไรทําให้บาร์คลีย์เชื่อแบบนั้น

7
00:00:48,800 --> 00:00:53,900
เอาล่ะ อย่างแรกเลย บาร์คลีย์ปฏิเสธวิธีการแบบสัจนิยม 
คุณจําได้ไหม

8
00:00:54,000 --> 00:01:06,100
จําได้ครับ มันเป็นทฤษฎีที่เราสามารถรับรู้ภายนอกได้โดยตรงว่าเป็นอย่างไร 
สิ่งที่เราเห็นและพบเจอก็เหมือนกับจิตของเรา 
เช่นเดียวกับโลกภายนอก

9
00:01:06,200 --> 00:01:17,400
ใช่เลยครับ บาร์คลีย์ปฏิเสธแนวคิดนี้แล้วค่อยๆใช้คุณสมบัติปฐมภูมิและทุติยภูมิของจอห์นล็อคเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งนี้

10
00:01:17,500 --> 00:01:27,200
ถ้าคุณยังจําได้ จอห์นล็อคใช้วิธีการทางสัจนิยมทางอ้อมกับโลกแห่งความเป็นจริง 
ด้วยเน้นไปที่ความเป็นจริงจํานวนมากดํารงอยู่ในจิตไม่ใช่โลกภายนอก

11
00:01:27,300 --> 00:01:38,500
รสหวานของคนหนึ่งอาจเป็นรสขมสําหรับอีกคนหนึ่ง 
หรือมือร้อนจุ่มลงไปในนํ้าก็จะรู้สึกเย็น หรือมือเย็นจุ่มลงไปในนํ้าก็จะรู้สึกร้อน

12
00:01:38,600 --> 00:01:50,200
ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้มีจริงในวัตถุกายภาพมันย่อมคงที่อยู่เสมอ 
ดูเหมือนว่า คุณสมบัติเหล่านี้แท้จริงขึ้นอยู่กับจิต 
และมีอยู่ในฐานะมโนภาพในจิตเท่านั้ืน

13
00:01:50,300 --> 00:02:02,500
ครับ ผมจําได้ อย่างไรก็ตามจอห์นล็อคใช้ข้อพิสูจน์นี้ต่อต้านสัจนิยมทางตรง 
แต่ในฐานะที่เป็นนักสัจนิยมทางอ้อม จอห์นล็อคยังเชื่อในโลกภายนอกที่อยู่นอกจิตของเรา

14
00:02:02,600 --> 00:02:14,400
หรือคุณสมบัติปฐมภูมิว่าที่ทําให้เกิดมโนภาพ 
หรือคุณสมบัติทุติยภูมิในจิตของเรา แล้วบาร์คลีย์ปฏิเสธการมีอยู่ของโลกภายนอกได้อย่างไร

15
00:02:14,500 --> 00:02:26,000
เอาล่ะ บาร์คลีย์มีเหตุผลที่ดีที่จะยึดมั่นในแนวคิดนี้ต่อไป 
และบอกว่าแท้จริงเราไม่สามารถแยกโลกภายนอกกับมโนจิตที่เรารับรู้ได้

16
00:02:26,100 --> 00:02:33,300
การอ้างเหตุผลหลักของจอห์นล็อคที่ใช้สนับสนุนสัจนิยมทางอ้อมก็คือคุณสมบัติทุติยภูมิจะปรากฏแตกต่างกันกับเวลาที่ต่างกันและผู้คนที่ต่างกัน

17
00:02:33,400 --> 00:02:39,400
สีสามารถเปลี่ยนไปในแสงที่แตกต่างกัน รสชาติก็สามารถแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้คน 
เป็นต้น

18
00:02:39,500 --> 00:02:48,300
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเพียงมโนภาพในจิตเท่านั้น 
แต่ล็อคอ้างว่าการกินพื้นที่ของวัตถุและรูปทรงนั้นดํารงอยู่ในโลกภายนอก

19
00:02:48,400 --> 00:03:00,600
อย่างไรก็ตามส่วนการกินพื้นที่ของวัตถุเองก็เจอกับการอ้างเหตุผลแบบเดียวกัน 
ทําไมตึกหลังหนึ่งมองจากทางหนึ่งสูง แต่มองจากอีกทางหนึ่งกลับเล็ก 
มันควรถูกรับรู้ว่ามีขนาดไหนกันแน่

20
00:03:00,700 --> 00:03:11,400
ดังนั้น ถ้าคุณสมบัติปฐมภูมินําไปสู่การเปลี่ยนแปลงก็ควรจะจัดให้อยู่ในหมวดเดียวกันกับคุณสมบัติทุติยภูมิ 
และควรจะจัดเป็นมโนภาพที่ขึ้นอยู่กับจิตด้วยใช่ไหม

21
00:03:11,500 --> 00:03:13,100
ใช่ ผมเข้าใจแล้ว

22
00:03:13,200 --> 00:03:30,200
บาร์คลีย์ใช้กฎแห่งความคล้ายคลึงโต้เถียงสัจนิยมทางอ้อม 
เขาอ้างว่าไม่ว่าคุณจะเชื่อในโลกภายนอกหรือไม่ก็ตาม 
เราก็รู้ดีว่าเราเพียงรับรู้กลุ่มก้อนมโนภาพของความเป็นจริงเท่านั้น 
ไม่ใช่การรับรู้ความจริงโดยตรง

23
00:03:30,300 --> 00:03:45,500
อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะรับรู้มโนภาพของเราโดยตรงแต่มโนภาพก็เป็นได้เพียงมโนภาพ 
เหมือนกับการหินพื้นที่และรูปทรงก็เป็นได้เพียงการกินพื้นที่กับรูปกับเหมือนกับมโนภาพ

24
00:03:45,600 --> 00:03:56,200
ถ้ามโนภาพเป็นได้เพียมโนภาพแล้วเรารับรู้ได้เพียงมโนภาพของเราเอง 
ถ้าอย่างนั้นมโนภาพจะมาจากวัตถุทางกายภาพจริงๆภายนอกได้อย่างไร

25
00:03:56,300 --> 00:03:57,600
อืม โอเคครับ

26
00:03:57,700 --> 00:04:12,800
แล้วบาร์คลีย์ก็ใช้ข้อโต้เถียงหลักตอกย้ำทฤษฎีการปฏิเสธสสารและสนับสนุนว่าความเป็นจริงอยู่ในจิตของเราเท่านั้น 
บาร์คลีย์อ้างเหตุผลว่าการมีอยู่ของโลกภายนอกนั้นเป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้

27
00:04:12,900 --> 00:04:25,900
เขาให้เราลองจินตนาการวัตถุหนึ่งขึ้นมา สมมุติว่าเป็นต้นไม้ในสวน 
จินตนาการว่าวัตถุนี้คงอยู่โดยที่ไม่ถูกรับรู้ 
คุณจินตนาการถึงอะไร ต้นไม้ต้นใหญ่ในสวนโล่งอย่างนั้นหรือ 
จริงๆแล้วตัวคุณเองนั้นแหละที่รับรู้มัน

28
00:04:26,000 --> 00:04:45,300
คนๆหนึ่งสามารถรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่คงอยู่ในโลกภายนอกนอกเหนือจากในจิตเพราะคุณรับรู้มัน 
มันถูกรับรู้ในฐานะมโนภาพหนึ่งในจิตของคุณ 
ดังนั้นเราไม่อาจจะเข้าถึงหรือเข้าใจโลกของวัตถุอยู่นอกจิตของเรา

29
00:04:45,400 --> 00:04:54,400
บาร์คลีย์ได้เสนอการอ้างเหตุผลที่ดีมากๆสำหรับแนวความคิดจิตนิยม 
แต่ว่าโลกไร้วัตถุที่มีอยู่แต่ในจิตของเราก็ดูเหมือนจะขัดแย้งกับสามัญสำนึกเลยนะครับ

30
00:04:54,500 --> 00:04:55,900
ทําไมล่ะครับ

31
00:04:56,000 --> 00:05:05,000
สมมุตินะครับว่าไม่มีโลกกายภาพ แล้วทำไมความเป็นจริงจึงยังคงเส้นคงวา 
พอผมเดินเข้าห้องของผม หัวของผมก็มีภาพห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของผม

32
00:05:05,100 --> 00:05:15,000
พอผมออกไปข้างนอกซักสองสามชั่วโมงแล้วกลับมาใหม่ 
มันก็ยังเป็นเหมือนเดิมของชิ้นเดิมสีแบบเดิมตรงที่เดิมแล้วก็ขนาดเดิมด้วย

33
00:05:15,100 --> 00:05:23,400
ถ้ามันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโลกกายภาพที่เป็นที่มาของมโนภาพในจิตผม 
แล้วเราจะอธิบายถึงความเป็นปกติที่เรารับรู้ได้อย่างไร

34
00:05:23,500 --> 00:05:34,200
ทุกๆวันเตียงของผมก็สีเดิมขนาดเดิม ผมจะมีความคิดปกติแบบนี้ได้อย่างไรถ้ามันไม่มีโครงสร้างกายภาพของเตียงในโลกภายนอกที่สร้างมโนภาพพวกนี้ขึ้นมา

35
00:05:34,300 --> 00:05:35,400
โอเคครับ

36
00:05:35,500 --> 00:05:42,900
แล้วไม่ใช่แค่ความเป็นปกติเท่านั้น แต่รวมไปถึงความสืบเนื่องกัน 
ถ้าผมจุดเทียนในห้องแล้วออกไปข้างนอกซักสองสามชั่วโมง

37
00:05:43,000 --> 00:06:02,000
พอผมกลับมาเทียนไขก็ละลายไปแล้ว ถ้ามันไม่มีกายภาพของเทียนไขในโลกภายนอก 
แล้วผมไม่อยู่รับรู้ภาพความคิดเทียนไขที่กำลังละลาย 
แล้วการมีอยู่จะมีความสืบเนื่องแม้กระทั่งตอนที่ไม่มีจิตคอยรับรู้ได้อย่างไร

38
00:06:02,100 --> 00:06:13,100
อันที่จริงแล้วบาร์คลีย์ได้ตอบคำถามข้อปฏิเสธทั้งสองข้อไปแล้ว 
เห็นมั้ย คุณกำลังลืมจิตที่ทรงพลังที่สุดซึ่งดำรงอยู่จริงและเป็นจิตที่คอยธำรงความจริงที่เรารับรู้

39
00:06:13,200 --> 00:06:14,500
แล้วสิ่งนั้นคืออะไรครับ

40
00:06:14,600 --> 00:06:27,800
พระเจ้าไงล่ะ บาร์คลีย์อ้างถึงพระเจ้าผู้สร้างกฎแห่งธรรมชาติเพื่อให้จิตของเรารับรู้ 
พระเจ้ารักษาความจริงทางจิตของเราให้เป็นปกติ

41
00:06:27,900 --> 00:06:41,900
ดังนั้นคืนนี้ตอนคุณกลับไปห้องนอน เตียงของคุณก็จะเป็นสีเดิม 
รูปทรงเดิม แล้วก็อยู่ที่เดิมแม้ว่าจะไม่มีจิตอยู่รับรู้มัน 
ความสืบเนื่องคงอยู่เพราะพระจิตของพระเจ้ายังอยู่รับรู้

42
00:06:42,000 --> 00:06:53,700
โดยพื้นฐานแล้วความเป็นจริงถูกสร้างขึ้นมาและอยู่ในพระจิตของพระเจ้า 
ดังนั้นพอคุณออกจากห้องนอนหลังจากที่จุดเทียนแล้ว 
พระจิตของพระเจ้าก็ยังปรากฏอยู่รับรู้การเผาไหม้ของเทียนไขต่อไป

43
00:06:53,800 --> 00:06:57,900
อย่างนี้นี่เอง แต่ผมยังมีข้อโต้แย้งอีกอย่างหนึ่ง

44
00:06:58,000 --> 00:07:05,800
ถ้าความเป็นจริงเป็นเพียงมโนภาพที่ขึ้อยู่กับจิต 
แล้วเราจะแยกความฝันหรือภาพหลอนออกจากความจริงได้อย่างไร

45
00:07:05,900 --> 00:07:18,000
เรารับรู้ความฝันและภาพหลอนในจิตของเรา ถ้าเรายึดในตรรกะของบาร์คลีย์ 
ความฝันและภาพหลอนก็ต้องเป็นจริง แต่เรารู้ว่ามันไม่จริง 
ถ้าอย่างนั้นเราต้องคิดยังไงกับมันกันแน่

46
00:07:18,100 --> 00:07:25,200
เรายังสามารถแยกความจริงออกจากภาพหลอนและความฝันได้ 
ของจริงๆ ในความเป็นจริงที่ยังไม่จบกระบวนการนั้นมีความเป็นปกติ

47
00:07:25,300 --> 00:07:38,400
ความเป็นจริงของเรานั้นมีการจัดระเบียบ มันมีความสม่ำเสมอและมีพลวัต 
มันสอดคล้องกัน แต่ภาพหลอนกับความฝันไม่มีสิ่งเหล่านี้ 
ดังนั้นผมคิดว่าคุณไม่จำเป็นจะต้องยอมรับว่าภาพหลอนหรือความฝันต้องเป็นความจริง

48
00:07:38,500 --> 00:07:49,800
ผมไม่มั่นใจเกี่ยวกับเรื่องนั้น แล้วผมก็คิดว่าแนวคิดจิตนิยมของบาร์คลีย์จะเข้าท่าก็ต่อเมื่อมีพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง 
ถ้าเราเอาพระเจ้าออกไปจากแนวคิดจิตนิยมมันจะเกิดปัญหาขึ้นมามากมาย

49
00:07:49,900 --> 00:08:00,500
บาร์คลีย์อ้างการมีอยู่ของพระเจ้าเพื่อสนับสนุนทฤษฎีนี้ 
เราไม่ควรคิดภายใต้สมมติฐานที่ว่าพระเจ้ามีอยู่จริงและรักษาระเบียบในความเป็นจริงทางจิตของเรา

50
00:08:00,600 --> 00:08:02,500
นั่นสินะครับ

51
00:08:02,600 --> 00:08:21,300
นอกจากนั้นจิตนิยมก็ยังมีช่องว่างให้เกิดความกังขาและเอกัตนิยม 
ถ้าเรายอมรับว่ามันไม่มีโลกวัตถุและความเป็นจริงในจิตของเรา 
แล้วอะไรจะห้ามไม่ให้คนๆหนึ่งพูดว่าทุกคนหรือจิตอื่นที่เขารับรู้ไม่ใช่เรื่องจริงแต่เป็นเพียงความคิดในจิตของเขาเท่านั้น

52
00:08:21,400 --> 00:08:41,700
ถ้าความจริงทั้งหมดรวมไปถึงคนอื่นๆ เป็นเพียงแค่ความคิดในจิตของผม 
พวกเขาไม่มีอยู่จริงข้างนอกจิตของผม สำหรับผมแล้วนั่นหมายความว่าคุณ 
แม่ของผมพ่อของผม และทุกๆคนที่ผมเคยพบเป็นเพียงความคิดในจิตของผม 
ทุกคนไม่มีอยู่จริงนอกจิตของผม เหลือเพียงผมที่เป็นคนไม่รู้สึกตัวในความเป็นจริงนี้คนเดียว

53
00:08:41,800 --> 00:08:51,300
ใช่แล้ว บางคนก็ตีความทฤษฎีนี้ถลำลึกไปอีก 
ถึงเอกัตนิยมจะน่าสนใจแต่เวลาของเราก็หมดแล้ว 
เราหวังว่าคุณจะสนุกกับรายการนี้และได้โปรดเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อรับชมวิดีโออื่นๆได้ครับ

